<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[วัดสำคัญของจังหวัด]]></title>
<link>https://trg.onab.go.th/th/content/category/index/id/110</link>
<atom:link href="https://trg.onab.go.th/th/content/category/index/id/110" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[วัดตันตยาภิรม พระอารามหลวง อำเภอเมืองตรัง ]]></title>
<link>https://trg.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/22405</link>
<guid isPermaLink="false">bc9f2e1856053020363e9d09cf3e2ce9</guid>
<pubDate>Tue, 26 Apr 2022 08:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#ff0000;"><span style="font-size:28px;"><em><strong>วัดตันตยาภิรม</strong></em></span></span><span style="font-size:26px;"><em><strong>&nbsp;เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิิดสามัญ มีอายุประมาณ&nbsp; 119 ปี ตั้งอยู่เลขที่ 156 ถนนท่ากลาง&nbsp;</strong></em></span></p>

<p><u><span style="color:#0000cd;"><span style="font-size:28px;"><strong>ประวัติความเป็นมา</strong></span></span></u></p>

<p><strong><span style="font-size:24px;"><span style="color:#000080;">วัดตันตยาภิรม</span></span> เป็นวัดยุคกรุงรัตนโกสินทร์ สร้างในสมัยกลางรัชกาลที่ 5 เป็นวัดเล็กที่มีเรื่องราวเท่าที่สืบค้นได้ ว่า เมื่อประมาณ พ.ศ.2425 ท้องถิ่นนี้เรียกว่่าบ้านบางรัก เมืองตรัง&nbsp; &nbsp;</strong></p>

<p><strong>ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2461 ทางราชการได้ถือเอาวัดนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา จนปี 2476 ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตย์เป็นประมุข พิธีการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาจึงได้ยุติไป</strong></p>

<p><strong><em><span style="font-size:26px;"><span style="color:#b22222;">วัดตันตยาภิรม&nbsp;</span></span></em>ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2463 เนื้อที่มีความยาว 3 เส้น กว้าง 2 เส้น ผูกพัทธสีมาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2472&nbsp; โดยวัดตันตยาภิรม มีเนื้อตั้งวัดทั้งสิ้น 9 ไร่ 76 ตารางวา ตามโฉนดเลขที่ 2898 เล่ม 29 หน้า 1098 อำเภอเมืองตรัง&nbsp;</strong></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="color:#ff0000;"><strong>ลำดับเจ้าอาวาสวัดตันตยาภิรม ที่สืบค้นได้ดังนี้</strong></span></span></p>

<p><strong>1.&nbsp; เจ้าอธิการขาว (หลวงพ่อขาว)</strong></p>

<p><strong>2.พระปลัดแสง</strong></p>

<p><strong>3.พระอธิการขำ</strong></p>

<p><strong>4.พระภิกษุวิมล (รักษาการ)</strong></p>

<p><b>5.พระราชสารโสภณ (ช้วน ปุณฺณมหาเถร) พ.ศ. 2491-2531</b></p>

<p><strong>6.พระวิสุทธิศีลาภรณ์ (สำเริง สุทธสีโล ตุลยะสุข )พ.ศ. 2531 -2544</strong></p>

<p><strong>7. พระครูอาทรกิตยานุกูล ปัจจุบัน</strong></p>
]]></description>
<enclosure url='https://trg.onab.go.th/th/file/get/file/202204260e51011a4c4891e5c01c12d85c4dcaa7113900.jpg' type='image/jpg' length='68603' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดตรังคภูมิพุทธาวาส อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง]]></title>
<link>https://trg.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/22160</link>
<guid isPermaLink="false">8830b23bac871f1df61cb5bf832ceeb9</guid>
<pubDate>Thu, 21 Apr 2022 10:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;วัดตรังคภูมิพุทธาวาส&rdquo;</strong>&nbsp;ถือ เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในอำเภอกันตัง อยู่ห่างจากตัวเมืองตรังไปตามถนนสายตรัง-กันตัง ระยะทาง 28 กิโลเมตร สร้างขึ้นเมื่อปี 2436 ในรัชกาลที่ 5 โดย &ldquo;มหาอำมาตย์โท พระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี&rdquo; (คอซิมบี้ ณ ระนอง) สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต เมื่อครั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ซึ่งหลังจากท่านได้ย้ายเมืองจากตำบลควนธานี ไปอยู่ที่ตำบลกันตังแล้ว จึงสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นบริเวณ &ldquo;ที่ทำการชุมสายกันตัง&rdquo; (บริเวณคอกวัว) และขนานนามว่า &ldquo;วัดกันตัง&rdquo;</p>

<p><img alt="" src="https://www.onab.go.th/cms/s1/u221/557000010283902.jpeg" /></p>

<p>วัดแห่งนี้มีเนื้อที่ประมาณ 35 ไร่ ทั้งนี้ สภาพของวัดตั้งอยู่บนที่ราบสูง แต่ไม่มีคูน้ำล้อมรอบ ซึ่งต่อมา ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงได้เข้ามาใช้พื้นที่วัด ทั้งในการเพาะปลูก และการสร้างบ้านพักอาศัย จนปัจจุบันเนื้อที่ของวัดเหลืออยู่เพียงแค่ 21 ไร่ กระทั่งเมื่อปี 2455&nbsp;<strong>&ldquo;สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส&rdquo;&nbsp;</strong>เสด็จ ตรวจราชการคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค และได้มาประทับที่วัดกันตัง ทรงเห็นว่า ที่ตั้งวัดมีภูมิประเทศดีมาก จึงได้พระราชทานนามใหม่ว่า วัดตรังคภูมิพุทธาวาส</p>

<p><img alt="" src="https://www.onab.go.th/cms/s1/u221/557000010283903.jpeg" /></p>

<p>สำหรับปูชนียวัตถุภายในวัด ซึ่งเป็นที่สนใจของบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ก็คือ พระประธานในพระอุโบสถ ปางมารวิชัย ขนาดพระเพลา กว้าง 43 นิ้ว พร้อมด้วยพระอัครสาวก ซ้ายขวา อีก 2 องค์ ซึ่งล้วนแต่สร้างด้วยหินอ่อนทั้งสิ้น โดยตามหลักฐานพระประธานดังกล่าวนั้น &ldquo;พระยารัษฎานุประดิษฐ์&rdquo; ได้นำมาจากเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย โดยทางเรือ เมื่อสมัย 100 กว่าปีมาแล้ว ก่อนนำมาประดิษฐานในพระอุโบสถ</p>

<p><img alt="" src="https://www.onab.go.th/cms/s1/u221/557000010283904.jpeg" /></p>

<p>อย่างไรก็ตาม&nbsp;<strong>&ldquo;พระพุทธรูปหินอ่อน&rdquo;&nbsp;</strong>ทั้ง 3 องค์ดังกล่าว ต่อมาได้มีการต่อเติมพระเกตุเมาลี และพระกรรณ ให้ยานยาว แล้วใช้สีทองทาทับองค์พระเพื่ออำพราง ทั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการป้องกันการโจรกรรม เพราะในอดีตเคยถูกขโมยไปจากวัดมาแล้วครั้งหนึ่ง สาเหตุเพราะคนร้ายหวังทองคำในพระเศียร หากแต่ไม่สามารถนำไปได้ตลอดรอดฝั่ง &ldquo;พระพุทธรูปหินอ่อน&rdquo; จึงยังประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถดังเดิม</p>

<p><img alt="" src="https://www.onab.go.th/cms/s1/u221/557000010283910.jpeg" /></p>

<p>ศิลปกรรมโบราณที่คู่วัด และคู่กับพระประธาน ที่บริเวณหน้าพระอุโบสถ ก็คือ รูปปั้นสิงโต และช้าง ที่แกะสลักจากหินอ่อน อย่างละ 1 คู่ ซึ่งได้มาจากสถานที่เดียวกัน และยุคสมัยเดียวกันกับพระประธาน คือ เมื่อปี 2436 ในขณะที่พระอุโบสถของวัดแห่งนี้ ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี 2476 ขนาดกว้าง 11 เมตร ยาว 18 เมตร ก็มีลักษณะเด่นคือ หลังคามุงด้วยกระเบื้อง ส่วนบริเวณร่องลมก็มีลวดลายฉลุเก่าแก่ จนกระทั่งต่อมา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน โดยกรมศิลปากร ไปแล้ว</p>

<p><img alt="" src="https://www.onab.go.th/cms/s1/u221/557000010283906.jpeg" /></p>

<p>&quot;สังเค๊ด&quot; หรือ &quot;ธรรมาสน์&quot; ในพระอุโบสถ ซึ่งเขียนด้วยลายไทยงดงาม ก็ยังเป็นของ &quot;หลวงปู่ลบ&quot; เจ้าอาวาสรูปแรก ซึ่งเป็นของระลึกที่ได้รับพระราชทานมาจากรัชกาลที่ 5</p>

<p>นอกจากนั้น&nbsp;<strong>&ldquo;สังเค็ด&rdquo;</strong>&nbsp;หรือ &quot;ธรรมาสน์&quot; ในพระอุโบสถ ซึ่งเขียนด้วยลายไทยงดงาม ก็ยังเป็นของ &ldquo;หลวงปู่ลบ&rdquo; เจ้าอาวาสรูปแรก ซึ่งเป็นของระลึกที่ได้รับพระราชทานมาจากรัชกาลที่ 5 พร้อมด้วยพระบรมรูปของพระองค์ท่าน ที่มีการตกแต่งด้วยเงินอย่างสวยงามมาก รวมทั้ง &ldquo;ตู้พระธรรม&rdquo; ที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 เช่นเดียวกัน โดยที่เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันคือ &ldquo;พระครูถาวรศีลวัฒน์&rdquo; ได้เก็บรักษาไว้ในกุฏิของท่านเป็นอย่างดี</p>

<p><img alt="" src="https://www.onab.go.th/cms/s1/u221/557000010283907.jpeg" /></p>

<p>บริเวณลานวัดได้มีการสร้างศาลาบูรพจารย์ หรือ&nbsp;<strong>&ldquo;ศาลาพระครูบริสุทธิศีลาจารย์สังฆปาโมกข์&rdquo;</strong>&nbsp;ประดิษฐานรูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาสทั้ง 3 องค์ที่ผ่านมา ส่วนที่บริเวณหน้าวัดได้มีการสร้าง &ldquo;พระพุทธชัยมงคล&rdquo; ปางลีลาประทานพร โดยเป็นหินทรายเหลือง สูง 5.9 เมตร พร้อมด้วยสิงโตคู่ ที่สร้างด้วยหินอ่อน</p>

<p><img alt="" src="https://www.onab.go.th/cms/s1/u221/557000010283905.jpeg" /></p>

<p><strong>&ldquo;วัดตรังคภูมิพุทธาวาส&rdquo;&nbsp;</strong>นอก เหนือจากเป็นสถานที่ให้ชาวพุทธได้เข้าไปฟังคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้าแล้ว เมื่อถึงคราวบ้านเมืองไม่สงบวัดแห่งนี้ก็ถูกใช้เป็นที่ดับทุกข์ของชาวบ้าน หลายต่อหลายครั้ง ดั่งเช่นครั้งที่มีเหตุการณ์จลาจลเผาที่ว่าการอำเภอกันตัง เมื่อปี 2538 ชาวบ้านที่เดือดร้อนเนื่องจากไม่สามารถติดต่อกับราชการได้ ก็ได้ใช้วัดแห่งนี้เป็นที่ว่าการอำเภอชั่วคราว นับเป็นศาสนสถานอันสงบสุข และร่มเย็นจริงๆ</p>

<p><img alt="" src="https://www.onab.go.th/cms/s1/u221/557000010283908.jpeg" /></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://trg.onab.go.th/th/file/get/file/20220422dc5c7986daef50c1e02ab09b442ee34f110221.jpg' type='image/jpg' length='28007' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ วัดกะพังสุรินทร์ พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://trg.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/22153</link>
<guid isPermaLink="false">6743de6f8cf0d70db9c9654ee154df4f</guid>
<pubDate>Thu, 21 Apr 2022 09:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><em><strong><span style="font-size:24px;">วัดกะพังสุรินทร</span> เปนพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยูเลขที่ 28 ถนนเวียนกะพัง อําเภอเมืองตรัง พระอารามมีเนื้อที่ 24 ไร 3 งาน 84.2 ตารางวา ไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2480 ผูกพัทธสีมาเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2490 และ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหยกขึ้นเปนพระอารามหลวง ตั้งแตวันที่ 23 มิถุนายน 2549 เปนตนมา วัดกะพังสุรินทร เปนวัดสําคัญคูเมืองตรังมาตั้งแตเดิม จะสรางขึ้นเมื่อใดไมปรากฏหลักฐานชัดเจน คงมีเพียงคําบอกเลาตอๆ กันมาวา สรางขึ้นราวพุทธศักราช 2440 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว บริเวณรอบพระอารามมีลักษณะเปนเนินเตี้ย ในสมัยโบราณเปนปารกชัฏไมมีชาวบานผูใดกลาเขาไปหาของปานัก ที่ดินวัดอยูติดกับสระกะพัง ซึ่งมีขนาดใหญและเปนที่สัตวปาลงกินนํ้า แรกเริ่มภายหลังจากเจาเส คนจีนเจาของที่ดินบริจาคสรางวัด วัดจึงมีนามวา &ldquo;วัดกะพัง&rdquo; มาตั้งแตตน (มหาวิทยาลัยรามคําแหง, 2557 หนา 41 ) ภายหลังเมื่อ พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต เห็นวาพื้นที่รอบกะพังเปนพื้นที่มีชัยภูมิที่ดี จึงพัฒนากะพัง สรางถนนโดยรอบและทําเปนเมืองหนึ่งใหเปนสถานพักผอนหยอนใจของคนในชุมชนประชาชนจึงเรียกนามใหมวา &ldquo;สระกะพังสุรินทร&rdquo; ตามราชทินนามของผูมีดําริพัฒนาแตนั้น และในพุทธศักราช 2483 ดานเหตุที่วัดกะพังมีชื่อเหมือนกับสระและอยูใกลเคียงกัน จึงเปลี่ยนนาม พระอารามเปน &ldquo; วัดกะพังสุรินทร&rdquo; ใหคลองกับภูมิทัศนโดยรอบแตนั้นเปนตนมา (มหาวิทยาลัยรามคําแหง, 2557, หนา 49</strong></em></p>

<p><em><strong>นอกจากนี้ ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวเสด็จเลียบมณฑลภูเก็ตเมื่อพุทธศักราช 2471 ไดเสด็จมายังสระกะพัง สุรินทรในวันที่ 9 กุมภาพันธ ปรากฏความตามหนังสือพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว เสด็จเลียบมณฑลภูเก็ต พุทธศักราช 2471 วา &ldquo;.... เวลา 16.30 น. ทรงรถยนตพระที่นั่งไปประพาสและเสวยพระสุธารสเครื่องวางที่วนะ สะพังแลวเสด็จกลับประทับแรมที่ ตําหนักผอนคลาย....&rdquo; (สถาบันพระปกเกลา, 2543, หนา 186 ) เดิมกอนเขาสูพุทธศตวรรษที่ 26 คือในราวกอนพุทธศักราช 2500 พระอารามนี้เปนพระอารามในชนบทที่ไมคอยจะไดรับ การปรับปรุงดูแลมากนัก เพราะเหตุเปนวัดในสถานที่หางไกล มีพุทธศาสนิกที่จะนําทําบุญทํานุบํารุงไมมากดังพระอารามในพระนคร รูปแบบ เสนาสนะที่สรางขึ้นก็มิไดวิจิตรหรูหรา คงแตเพื่อพออยูอาศัยและปฏิบัติกิจสงฆไดเพียงนั้น พระพรหมจริยาจารย (สงัด ปฺญาวุโธ) อธิบายวา &ldquo; ....จะเลาความใหฟงวาสมัยมาอยู ( ป 2499) เพราะวาวัดนี้มันจะรางมิรางแหลอยูแลวตอนนั้นเปนวัดบานนอก ก็เลยยกคณะ กันมาอยู มีพระสองรูปและเณร เสนาสนะที่อยูที่อาศัยของพระและเณรก็ไมสมบูรณไมพอ อยูก็ลําบากในตอนเริ่มตน แตเราก็หวั่นไหว สมัยนั้นไมมีไฟฟา ไดอาศัยตะเกียงเจาพายุเณรตองกางมุงนอนบนลานวัดขางๆ โบสถ มีตนไมตนหนึ่งลักษณะเปนพุม เณรก็ขึ้นไปใชนอน กัน ตอมาก็มีผูศรัทธาสรางกุฏิเล็กใหอยู กุฏิละรูป...&rdquo; (พระพรหมจริยาจารย (สงัด ปฺญาวุโธ), 2564) ตามเดิมพระพรหมจริยาจารย เปนชาวจังหวัดตรัง แตในสมัยเด็กมีโอกาสไปเรียนบาลีและปริยัติธรรมที่สํานักศาสนศึกษา วัดคูหาสวรรค จังหวัดพัทลุง แลเริ่มตนเปนครูสอนมาแตนั้นกระทั่งทราบขาววาจังหวัดตรังขาดครูผูมีความรูความสามารถจึงยายมาจําวัด ณ พระอารามแหงนี้โดยพุทธศักราช 2499 ไดริเริ่มเปดสํานักศาสนศึกษาวัดกะพังสุรินทร สอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและบาลี จนขยาย เปนโรงเรียนพระปริยัติธรรม สหธรรมประชาสรรค ในพุทธศักราช 2515 เพื่อตองการใหพระภิกษุ สามเณร ไดมีความรูแตกฉาน และศึกษาหลักธรรมคําสอนของพระพุทธศาสนา ไดอยางลึกซึ้ง มาประพฤติปฏิบัติและอบรมสั่งสอนประชาชนใหเปนผูมีคุณธรรมจริยธรรม โดยการจัดการศึกษาซึ่งทานเจาคุณไดบุกเบิก มาแตตนนั้นมิใชวาจะสามารถดําเนินการไดโดยงายในทางกลับกันตองฝาฟนอุปสรรคและความยากลําบากนานาประการเพื่อใหพระและ เณร สามารถดํารงชีพได ดังที่ทานเจาคุณอธิบายวา &ldquo;...เมื่ออาตมาดํารงตําแหนงเจาอาวาสป 2505 ก็ทํางานมาโดยตลอด มิไดหวั่นไหวกับความลําบาก ตองคิดและวางแผนหลายอยาง ตั้งแตปากทอง ถึงความเปนอยู ตองหาเงินทอง อาหาร การขบฉัน เมื่อไดเงินมาทั้งจากการบริจาค การทอดกฐิน ก็ตองเอาไปสรางเสนาสนะ ที่จําเปนมีไมมากพอจะใชหาอาหารฉันไดตลอด จึงตั้งมูลนิธิวัดกะพังสุรินทร (พุทธศักราช 2518 ) เพื่อตอไปขางหนามูลนิธิตั้งไว เราตายไป ไมเปนไร คนอื่นมาทํางานสืบตอไปได จนกระทั่งบัดนี้ก็สามารถนําดอกผลมาใชจาย ใหอยูไดยามลําบาก..&rdquo;(พระพรหมจริยาจารย (สงัด ปฺญาวุโธ), 2564</strong></em></p>

<p><em><strong>เมื่อแรกสรางโรงเรียนพระปริยัติธรรม สหธรรมประชาสรรค ทางวัดยังขาดแคลนทุนรอนที่จะใชในการกอสรางอยูมาก จึงตอง อาศัยความสมัครสมานสามัคคีของบรรดาพระภิกษุสามเณรชวยกันลงแรงกอสราง ซึ่งอาคารโรงเรียนที่เกิดจากความรวมแรงรวมใจของ พระภิกษุในคราวนั้นแมในปจจุบันก็ยังคงใชได ทั้งยังเปนอาคารที่เปนพยานแหงความมุงมั่นอุทิศตนเพื่อพระศาสนาของพระภิกษุและ สามเณรเหลานั้นไดเปนอยางดี ดังที่ทานเจาคุณเลาวา &ldquo;...ตอนสรางโรงเรียนราวป พ.ศ. 2515 ไมมีปจจัยอาศัยแรงพระแรงเณรที่มาเรียน บาลี จึงใชคาจางนอยและมีพระรูปหนึ่งมีความรูทางดานการกอสรางมาชวยเหลือ เอาแรงมาชวยกันตลอด ฉะนั้นโรงเรียนหลังนี้ใชเงินไป ประมาณ 400,000 บาท เทานั้น เปนอาคารสองชั้นและใชมาจนกระทั่งทุกวันนี้...&rdquo; (พระพรหมจริยาจารย (สงัด ปฺญาวุโธ) , 2564) เมื่อการศึกษาเปนประดุจดังหัวใจของพระอารามในดามขวานแหงนี้ในพุทธสักราช 2519 จึงไดจัดตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย เปดโอกาสใหกุลบุตร กุลธิดา ที่สนใจไดเขาเรียนอยางตอเนื่องมีการปรับปรุงพัฒนาวิธีการเรียนการสอนมาอยางตอเนื่องเพื่อประโยชน สูงสุดของผูศึกษา นับถึงปจจุบันมีผูผานหลักสูตรนี้หลายรอยคน พระพรหมจริยาจารย ผูบุกเบิกโรงเรียนแหงนี้เลาความภาคภูมิใจ อยางหนึ่งวา &ldquo; &hellip;อาตมาจะเลาใหฟง มีอยูวันหนึ่ง อาตมาไปงานศพพระรูปหนึ่งในฝงประเทศมาเลเซีย เมื่องานเสร็จแลว มีผูหญิงคนหนึ่ง วัยกลางคนและลูกยังไมไปไหน คนอื่นเขาออกไปหมดแลว อาตมาจึงถามวามีธุระอะไรหรือที่ยังไมกลับ เธอตอบวาหนูเรียนโรงเรียนพุทธ ศาสนาวันอาทิตยวัดกะพังสุรินทร และมามีครอบครัวอยูฝงประเทศมาเลเซีย กระทั่งลูกโต พอทราบขาววาหลวงพอมา จึงอยากจะไปกราบ หลวงพอ กราบเรียนใหทราบเทานั้นไมมีอะไรเราก็มีความรูสึกปลื้มใจวาการศึกษาพระพุทธศาสนาที่ทํามานั้นไดผล จึงยกตัวอยางใหฟง และก็คิดวาจะไมเลิกทําและทําตอไป ...&rdquo; (พระพรหมจริยาจารย (สงัด ปฺญาวุโธ), 2564) นอกจากการจัดการศึกษาทั้งพระปริยัติธรรมสําหรับพระภิกษุและสามเณรจนประสบความสําเร็จเปนที่ยอมรับอยางกวางขวาง แลว ทานเจาคุณยังไดจัดตั้งกองทุนศึกษาสงเคราะหและสวัสดิการพระสังฆาธิการ จังหวัดตรัง ขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2522 เพื่อสงเสริมการ ศึกษาของพระภิกษุ สามเณรและนักเรียน ตลอดจนอบรมใหความรูแกประชาชนในชุมชนโดยรอบ ทั้งในจังหวัดและจังหวัดใกลเคียงเพื่อ นําหลักธรรมทางพุทธศาสนาไปประพฤติปฏิบัติกระทั่งในพุทธศักราช 2527 กรมศาสนาไดยกยองสํานักเรียนเปนสํานักเรียนตัวอยาง ระดับภาค นอกจากนี้ ตั้งแตพุทธศักราช 2544 เปนตนมาแมชุมชนโดยรอบมีความพรอมมากขึ้น และมีโรงเรียนของตนแลว ทางวัดกะพังสุรินทร ก็ยังใหการอนุเคราะหแกโรงเรียนโดยใหพระอาจารยจากพระอารามเขาไปชวยสอนวิชาพระพุทธสาสนาและสอนธรรมศึกษา คุณูปการ ที่ปรากฏชัดเจนเปนอเนกปริยายของพระพรหมจริยาจารย อาจสรุปไดดังความตอนหนึ่งแหงประกาศพระบรมราชโองการ สถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมรัตนากร ขึ้นเปนพระพรหมจริยาจารย ความวา &ldquo; ...สรรพกิจที่ พระธรรมรัตนากร ไดปฏิบัติบําเพ็ญมาตลอดแลวนั้น ยอมเกิด ผลดีแกพระพุทธศาสนา ประเทศชาติ และประชาชนโดยทั่วไป จึงนับไดวาเปนผูมีความอุตสาหวิริยะ อุทิศตนใหแกพระพุทธศาสนาและ สังคมอยางแทจริง บัดนี้ พระธรรมรัตนากรเปนผูเจริญดวยพรรษายุกาลรัตตัญูเถรกรณธรรม มั่นคงในพรหมจรรยเนกขัมมปฏิปทา มี จริยาวัตรนาเลื่อมใส มีวัตรจริยาเปนที่เคารพสักการะ แหงพุทธบริษัทโดยทั่วไป สมควรที่จะไดยกยองใหดํารงสมณฐานันดรสูงขึ้น...&rdquo; (ราชกิจจานุเบกษา เลมที่ 125 ตอนที่ 5ข ลงวันที่ 11 มีนาคม 2551</strong></em></p>

<p><em><strong>นอกจากประวัติและความสําคัญของพระอาราม ในดานการศึกษาซึ่งกลาวมาแลว วัดกะพังสุรินทร ยังมีบทบาทและความสําคัญ แกการพระศาสนาและการคณะสงฆอีกหลายประการ อาทิ เปนที่ทําการของเจาคณะใหญหนใต ซึ่งดูแลเขตปกครองสงฆในหนใตทั้ง 3 ภาค และรวมถึงคณะสงฆในประเทศมาเลเซียซึ่งแมเสนแบงพรมแดนจะแบงเขตแดนขาดออกจากกันแลว แตศาสนาจักรยังคงเปนไปตามวิธีเดิม ซึ่งมีมาแตอดีต โดยคณะสงฆมาเลเซียยังแบงการปกครองเปนรัฐ มีเจาคณะรัฐซึ่งสุลตานแหงรัฐนั้นๆ เปนผูใหการรับรอง มีฐานะเทียบ เจาคณะใหญหนใต และคณะสงฆไทย ความสัมพันธของสองคณะสงฆในพื้นที่ประเทศไทยและมาเลเซียเห็นไดจากการไปมาหาสูกันอยางเสมอ แมในพิธีกรรมหรือกิจกรรมตางๆก็มีการกระทํารวมกันเกื้อกูลกันโดยตลอด เชน การรวมเจริญพระพุทธมนตถวายพระพรในวันเฉลิม พระชนมพรรษา การจัดสอบบาลี และนักธรรม เปนตน ศาสนสถานภายในพระอาราม ภายในวัดกะพังสุรินทร มีศาสนสถานที่สําคัญหลายแหง แมจะไมไดเปนอาคารที่สวยงามวิจิตรดวยการสรางหรือตกแตงประดับ ประดา แตก็เปนศาสนสถานหรืออาคารภายในวัดซึ่งสรางขึ้นจากความศรัทธา และความรวมมือรวมแรงของพระภิกษุ สามเณร ตลอดจน พุทธศาสนิกชน กลาวคือ พระอุโบสถเดิม ภายหลังจากที่ไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2480 พระอธิการแยม เจาอาวาสในสมัยนั้น จึงมีดําริ ใหสรางอุโบสถขึ้น 1 หลัง กวาง 9.50 เมตร ยาว 15.40 เมตร ตอมาแลวเสร็จในสมัยพระอธิการเพิ่มเปนเจาอาวาส ไดทําการผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 ตรงกับวันอาทิตยขึ้น 15 คํ่าเดือน 6 ปกุน ลักษณะสถาปตยกรรมเปนไปอยางเรียบงาย มีเสาไมรับนํ้า หนักผนังหลอปดดวยปูน หลังคา 2 ชั้น มุงกระเบื้องปูนรูป 4 เหลี่ยม พระอุโบสถหลังนี้ไดรับการบูรณะใหมในป พ.ศ. 2525 โดยคงรูปราง และโครงสรางเดิมไว แตเปลี่ยนหลังคาเปนกระเบื้องลอนเล็กในปจจุบันใชเปนพระวิหารสําหรับสวดมนต ทําวัตรเย็น ภายในประดิษฐาน พระประธานเปนพระพุทธรูปปูนปน สรางขึ้นเมื่อใดไมปรากฏ ทราบแตเพียงวาผูปนเปนชาวพัทลุงชื่อชางหนู เบื้องซายและขวาเปน พระพุทธรูปทรงเครื่อง จีวรลายพุดตาน ปูนปน พระอุโบสถหลังใหม ในระยะเวลาตอมาสภาพอุโบสถเดิมมีขนาดเล็กไมเพียงพอตอความตองการ โดยเฉพาะการที่จะตองประกอบพิธีในวาระสําคัญ ตางๆ ในฐานะที่เปนวัดที่จําพรรษาของเจาคณะใหญหนใต พระพรหมจริยาจารยจึงมีดําริใหสรรหาพื้นที่ใหมเยื้องลงมาทางทิศใต สําหรับ การสรางพระอุโบสถใหม โดยไดจัดสรางเปนอาคารทรงจัตุรมุขยอดปรางค รอบพระอุโบสถมีระเบียงโดยรอบ มีบันไดนาคอยูทิศตะวัน ออก หลังคาพาไลยื่นตอออกจากตัวพระอุโบสถทุกดาน รับนํ้าหนักดวยเสาพาไลในระยะเดียวกับระเบียง ภายในประดิษฐานพระประธาน เปนพระพุทธรูปหลอดวยโลหะ ปางมารวิชัย สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย (ชวง วรปฺโญ ป.ธ.9) ผูปฏิบัติหนาที่สมเด็จพระสังฆราช&nbsp;ถวายพระนามวา &ldquo; พระพุทธสิหิงคศรีตรังพรหมประชามหาโชค&rdquo; หอสมุด จํานวนหนึ่งหลัง สรางขึ้นเมื่อป พ.ศ. 2537 ศาลาพักรอน (ศาลาถาวร) จํานวนหนึ่งหลัง สรางขึ้นเมื่อป พ.ศ. 2543 ศาลาธรรมสภา และศาลาบูชาพระ สรางขึ้นเมื่อป พ.ศ. 2547</strong></em></p>

<p style="text-align: center;"><em><strong><span style="font-size:24px;">บูรพาจารย</span></strong></em></p>

<p><em><strong> <span style="font-size:26px;">นับแตอดีตจนถึงปจจุบัน วัดกะพังสุรินทร มีเจาอาวาสปกครองเทาที่สืบคนได ปรากฏนาม โดยลําดับ จํานวน 15 รูป คือ 1. พระครูวิเชียร 2. พระนาค 3. พระหนู 4. พระดวน 5. พระลอม 6. พระปลอด 7. พระเรือง 8. พระอธิการแยม 9. พระอธิการแดง 10. พระสมุหเขียน 11. พระสมุหซวน พ.ศ. 2480 &ndash; 2488 12. พระอธิการเพิ่ม พ.ศ. 2488 - 2497 13. พระสมุหแพ พ.ศ. 2497 &ndash; 2499 14. พระมหาเกลื่อม พ.ศ. 2499 &ndash; 2505 ปจจุบัน&nbsp;มีสมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์ (สงัด ปฺญาวุโธ) เจาคณะใหญหนใต เปนเจาอาวาส</span></strong></em></p>

<p><b>ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือวัดทั่วไทย SBL บันทึกประเทศไทย</b></p>
]]></description>
<enclosure url='https://trg.onab.go.th/th/file/get/file/20220421ce08becc73195df12d99d761bfbba68d093513.jpg' type='image/jpg' length='160539' />
</item>
</channel>
</rss>
